วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563

ชันโรง



ชื่อวิทยาศาสตร์  Trigona laeviceps

ชื่อสามัญ  Stingless bee

ชื่อท้องถิ่น  ชื่อไทย: ชันโรง ชื่อท้องถิ่น: ชื่อท้องถิ่น: เหนือ ขี้ตัวนี, ขี้ตึง
     
ชันโรง ของน้องชายผม(โย) ขอบคุณมา ณ.ที่นี้
     
     ชันโรงหรือผึ้งจิ๋ว จัดเป็นแมลงผสมเกสรที่มีพฤติกรรมในการตอมดอกไม้ผลหลายชนิดที่ก่อให้เกิดการผสมเกสรอย่างเด่นชัด และแพร่กระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ ชันโรงเป็นชื่อสามัญที่ใช้เรียกผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน(Stingless bee) ซึ่งมีการแพร่กระจายพันธุ์อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่ละภาคจะมีชื่อเรียกชันโรงแตกต่างกันไป ทางภาคเหนือเรียกชันโรงชนิดตัวเล็กว่า ขี้ตัวนี ขี้ตังนีหรือขี้ตึง” (Trigona laeviceps)ถ้าเป็นชนิดตัวใหญ่ขึ้นไปอีกจะเรียกว่า ขี้ย้าดำ (Trigona apicalis และ T.collina) ส่วนชันโรงที่มีขนาดใหญ่มากหรือเรียกว่าชันโรงยักษ์ เรียกว่า ขี้ย้าแดง (T.fimbriata) ทางภาคใต้เรียกชันโรงไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ว่า แมลงอุงภาคะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ซึ่งพบชันโรงที่ทำรังใต้ดินว่า ขี้สูดส่วนทางภาคตะวันออกเรียกว่าตัวชำมะโรง หรืออีโลมภาคตะวันตก เรียกว่า ตัวตุ้งติ้งหรือติ้ง
       (ในทางเครื่องรางได้มีการนำมาใช้อุดท้องเบี้ยหลังจากกรอกปรอทไปแล้ว เป็นหนึ่งในขั้นตอนการทำเบี้ยแก้ สายวัดนายโรง และวัดกลางบางแก้ว เป็นตัน กฤษฎา)       

  
ที่มา  www.clinic-tech.com


วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563

เสือหลวงพ่อวงษ์ วัดปริวาส

   
หลวงพ่อวงษ์ วัดปริวาส

      หลวงพ่อวงษ์เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2445 ต.บางโพงพาง อ.ยานนาวา กรุงเทพฯ รับราชการทหารเรืออยู่ในกรมสรรพาวุธทหารเรือ เมื่อปลดประจำการแล้วท่านจึงอุปสมบทที่วัดปริวาส ท่านสร้างเสือรุ่นหนึ่งประมาณปี พ.ศ. 2501 จำนวนสร้าง 500 ตัว มีเนื้อทองเหลืองและทองแดง สร้างโดยการปั้ม และตอก ตัวเฑาะ (อ่านว่าเดาะ) และตัว พุทธ (บางตัวไม่ตอก)

รุ่นหนึ่ง



รุ่นหนึ่ง

     รุ่นสองสร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2504 จำนวนสร้าง 1000 ตัว มีเนื้อทองแดงอย่างเดียว สร้างโดยการปั้ม 

รุ่นสอง

     รุ่นสามสร้างประมาณปี พ.ศ. 2508 จำนวนสร้าง 2500 ตัว มีเนื้อทองแดงอย่างเดียว สร้างโดยการหล่อ

รุ่นสาม

     รุ่นสี่ จำนวนสร้าง 1200 ตัว ด้านหน้าตอกโค้ด อุ ด้านหลังเป็นโค้ดตัว พุทธ  มีเนื้อทองเหลืองอย่างเดียว สร้างโดยการหล่อ

รุ่นสี่

     รุ่นห้า สร้างประมาณ พ.ศ. 2514 จำนวนสร้าง 5000 ตัว ด้านหน้าตอกโค้ด อุ ด้านหลังเป็นโค้ดตัว พุทธ  ได้ถอดพิมพ์จากรุ่นสี่ มีเนื้อทองเหลืองอย่างเดียว สร้างโดยการหล่อ 

รุ่นห้า

     รุ่นหก สร้างประมาณ พ.ศ. 2518 จำนวนสร้าง 37000 ตัว เป็นเนื้อทองแดง และเนื้อเงิน 29 ตัว สร้างโดยการปั้ม

รุ่นหก

เนื้อหาผมย่อมาจากหนังสือโลกพระเครื่อง (ฉบับที่ 3) โดยมัจฉานุ ภาพจากหนังสือเล่มนี้เช่นกันครับ
     
     

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เบี้ยแก้

เบี้ยแก้(เล็ก)ในเชิงไสยเวทย์

ภาพเบี้ยแก้จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

        เบี้ยแก้ ในความหมายเชิงอุดมคติของคนไทยโดยทั่วไป คือ เครื่องรางชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอุปเท่ห์ในการใช้หลายอย่าง ทั้งกันและแก้สิ่งชั่วร้าย เสนียดจัญไร คุณไสย คุณคน คุณผี ยาเบื่อ ยาเมายาสั่งทั้งหลาย
     คณาจารย์ยุคเก่าที่สร้างเครื่องรางประเภทเบี้ยแก้มีอยู่หลายรูป แต่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมมากที่สุด มีเพียง 2 รูปเท่านั้น คือ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว และ หลวงปู่รอด วัดนายโรงนอก

ภาพเบี้ยแก้จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

     โดยส่วนใหญ่คนไทยจะใช้หอยเบี้ยแก้เล็กที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Monetaria caputserpentis (L., 1758) เนื่องจากมีขนาดเล็กเหมาะแก่การพกพาติดตัวไปตามที่ต่างๆ 
     ในสมัยปลายอยุธยาหรือต้นรัตนโกสินทร์ เบี้ยแก้หาค่อนข้างยาก จึงอนุโลมให้ใช้เปลือกหอยเบี้ยจั๊กจั่น หุ้มด้วยตะกั่วแทนได้
เปลือกเบี้ยแก้เล็ก ส่วนใหญ่นำมาจากหมู่เกาะนิโคบาร์- อันดามัน โดยผ่านพ่อค้าชาวอินเดีย ปัจจุบันนำมาจากหมู่เกาะฟิลิปปินส์ (ทั้งหมู่เกาะสแปรตลีย์ หมู่เกาะตาวี ) และจากหมู่เกาะอินโดนีเซีย โดยพราหมณ์ใช้โรยหรือโปรยล้างพื้นที่และขอซื้อสิทธิ์การใช้พื้นที่จากเจ้าที่เจ้าทางผู้ดูแลก่อนสร้างชุมชนหรือหมู่บ้านต่าง ๆ ในไทย (ซึ่งมักใช้รวมไปกับหอยเบี้ยชนิดอื่น ๆ ด้วย เช่น หอยเบี้ยจั๊กจั่น หอยเบี้ยแก้ว เป็นต้น)

ภาพเบี้ยแก้จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

     ถ้าจะใช้เบี้ยแก้ให้ได้ผลดี มีบันทึกไว้ว่า
    “เมื่อยามศึกสงครามให้เอาไว้ด้านหน้า สารพัดศัตรูบีฑาย่ำรุกไล่ให้เอาไว้ด้านหลัง หากเจ้าฟ้ามหากษัตริย์เจ้าขุนมูลนายให้เอาไว้ด้านข้างขวา เมื่อหาหญิงหานางพญาให้ไว้ข้างซ้าย ...
     ส่วนวิธีการสร้างเบี้ยแก้ เริ่มจากการหาตัวเบี้ยที่นับให้ได้ฟัน 32 ซี่ ปรอทหนัก 1 บาท ชันโรงใต้ดินแผ่นตะกั่ว” (บางรายก็หาผ้าแดงมาด้วย)แล้วจึงนำสิ่งของทั้งหมดใส่ถาด พร้อมดอกไม้ธูปเทียนมาถวายหลวงปู่ 
     หลังจากที่หลวงปู่ท่านทำอุโบสถเช้าหรือเย็นเสร็จแล้ว ท่านจะปลุกเสกปรอท แล้วจึงบรรจุปรอทลงในหอยเบี้ย แล้วนำชันโรงมาปิดปากเบี้ย เพื่ออุดมิให้ปรอทไหลออกมาได้

ภาพเบี้ยแก้จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

     การปิดปากเบี้ย เพื่อกันไม่ให้ปรอทไหลออกมาได้นั้น นิยมเอาชันโรงใต้ดินที่ปลุกเสกแล้วมาอุดใต้รองเบี้ยให้สนิทเรียบร้อย แล้วจึงหุ้มด้วยวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ผ้าแดง แผ่นตะกั่ว แผ่นทองแดง
จากนั้นท่านก็บริกรรมพระเวท แล้วจึงนำไปหุ้มตะกั่วกับพระในวัด เสร็จเรียบร้อยจึงนำกลับมาให้ท่านลงอักขระอีกทีหนึ่ง 
     วัสดุที่ใช้หุ้มหรือปิดนี้ ก็ต้องลงอักขระเลขยันต์และปลุกเสกกำกับด้วย เช่น เบี้ยแก้หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จะมีลวดทองแดง ขดเป็นห่วง 3 ห่วง จะได้ใช้เชือกคาดเอวเบี้ยแก้ที่ผ่านการบรรจุปรอท จนกระทั่งถักหุ้มเรียบร้อยแล้ว ก็ยังไม่ถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนกรรมวิธี เพราะต้องปลุกเสกกำกับอีกจนมั่นใจว่าใช้ได้จริงๆ"


ที่มาเรื่องจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ภาพจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ชันโรง

ชื่อวิทยาศาสตร์   Trigona laeviceps ชื่อสามัญ   Stingless bee ชื่อท้องถิ่น   ชื่อไทย: ชันโรง ชื่อท้องถิ่น: ชื่อท้องถิ่น: เหนือ ข...