วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เบี้ยแก้

เบี้ยแก้(เล็ก)ในเชิงไสยเวทย์

ภาพเบี้ยแก้จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

        เบี้ยแก้ ในความหมายเชิงอุดมคติของคนไทยโดยทั่วไป คือ เครื่องรางชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอุปเท่ห์ในการใช้หลายอย่าง ทั้งกันและแก้สิ่งชั่วร้าย เสนียดจัญไร คุณไสย คุณคน คุณผี ยาเบื่อ ยาเมายาสั่งทั้งหลาย
     คณาจารย์ยุคเก่าที่สร้างเครื่องรางประเภทเบี้ยแก้มีอยู่หลายรูป แต่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมมากที่สุด มีเพียง 2 รูปเท่านั้น คือ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว และ หลวงปู่รอด วัดนายโรงนอก

ภาพเบี้ยแก้จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

     โดยส่วนใหญ่คนไทยจะใช้หอยเบี้ยแก้เล็กที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Monetaria caputserpentis (L., 1758) เนื่องจากมีขนาดเล็กเหมาะแก่การพกพาติดตัวไปตามที่ต่างๆ 
     ในสมัยปลายอยุธยาหรือต้นรัตนโกสินทร์ เบี้ยแก้หาค่อนข้างยาก จึงอนุโลมให้ใช้เปลือกหอยเบี้ยจั๊กจั่น หุ้มด้วยตะกั่วแทนได้
เปลือกเบี้ยแก้เล็ก ส่วนใหญ่นำมาจากหมู่เกาะนิโคบาร์- อันดามัน โดยผ่านพ่อค้าชาวอินเดีย ปัจจุบันนำมาจากหมู่เกาะฟิลิปปินส์ (ทั้งหมู่เกาะสแปรตลีย์ หมู่เกาะตาวี ) และจากหมู่เกาะอินโดนีเซีย โดยพราหมณ์ใช้โรยหรือโปรยล้างพื้นที่และขอซื้อสิทธิ์การใช้พื้นที่จากเจ้าที่เจ้าทางผู้ดูแลก่อนสร้างชุมชนหรือหมู่บ้านต่าง ๆ ในไทย (ซึ่งมักใช้รวมไปกับหอยเบี้ยชนิดอื่น ๆ ด้วย เช่น หอยเบี้ยจั๊กจั่น หอยเบี้ยแก้ว เป็นต้น)

ภาพเบี้ยแก้จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

     ถ้าจะใช้เบี้ยแก้ให้ได้ผลดี มีบันทึกไว้ว่า
    “เมื่อยามศึกสงครามให้เอาไว้ด้านหน้า สารพัดศัตรูบีฑาย่ำรุกไล่ให้เอาไว้ด้านหลัง หากเจ้าฟ้ามหากษัตริย์เจ้าขุนมูลนายให้เอาไว้ด้านข้างขวา เมื่อหาหญิงหานางพญาให้ไว้ข้างซ้าย ...
     ส่วนวิธีการสร้างเบี้ยแก้ เริ่มจากการหาตัวเบี้ยที่นับให้ได้ฟัน 32 ซี่ ปรอทหนัก 1 บาท ชันโรงใต้ดินแผ่นตะกั่ว” (บางรายก็หาผ้าแดงมาด้วย)แล้วจึงนำสิ่งของทั้งหมดใส่ถาด พร้อมดอกไม้ธูปเทียนมาถวายหลวงปู่ 
     หลังจากที่หลวงปู่ท่านทำอุโบสถเช้าหรือเย็นเสร็จแล้ว ท่านจะปลุกเสกปรอท แล้วจึงบรรจุปรอทลงในหอยเบี้ย แล้วนำชันโรงมาปิดปากเบี้ย เพื่ออุดมิให้ปรอทไหลออกมาได้

ภาพเบี้ยแก้จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

     การปิดปากเบี้ย เพื่อกันไม่ให้ปรอทไหลออกมาได้นั้น นิยมเอาชันโรงใต้ดินที่ปลุกเสกแล้วมาอุดใต้รองเบี้ยให้สนิทเรียบร้อย แล้วจึงหุ้มด้วยวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ผ้าแดง แผ่นตะกั่ว แผ่นทองแดง
จากนั้นท่านก็บริกรรมพระเวท แล้วจึงนำไปหุ้มตะกั่วกับพระในวัด เสร็จเรียบร้อยจึงนำกลับมาให้ท่านลงอักขระอีกทีหนึ่ง 
     วัสดุที่ใช้หุ้มหรือปิดนี้ ก็ต้องลงอักขระเลขยันต์และปลุกเสกกำกับด้วย เช่น เบี้ยแก้หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว จะมีลวดทองแดง ขดเป็นห่วง 3 ห่วง จะได้ใช้เชือกคาดเอวเบี้ยแก้ที่ผ่านการบรรจุปรอท จนกระทั่งถักหุ้มเรียบร้อยแล้ว ก็ยังไม่ถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนกรรมวิธี เพราะต้องปลุกเสกกำกับอีกจนมั่นใจว่าใช้ได้จริงๆ"


ที่มาเรื่องจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ภาพจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ชันโรง

ชื่อวิทยาศาสตร์   Trigona laeviceps ชื่อสามัญ   Stingless bee ชื่อท้องถิ่น   ชื่อไทย: ชันโรง ชื่อท้องถิ่น: ชื่อท้องถิ่น: เหนือ ข...